
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ลอสแองเจลิสไทมส์เผยผลวิจัยเรื่องความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายของผู้หญิงกับมูลแมว พบว่า ผู้หญิงที่เลี้ยงแมวมีแนวโน้มฆ่าตัวตายมากกว่าคนทั่วไป และนั่นอาจเป็นเพราะพวกเธอติดเชื้อปรสิตจากมูลแมว
โดยงานวิจัยดังกล่าว เป็นงานวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ของสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างผู้หญิงที่ติดเชื้อปรสิตจากมูลแมวและการฆ่าตัวตาย จากผู้หญิงชาวเดนมาร์กกว่า 45,000 คน และพบว่า ผู้หญิงที่เลี้่ยงแมวนั้น มีแนวโน้มจะเผชิญกับความผิดปกติทางจิตถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ เพราะเธออาจติดเชื้อปรสิต โทโซพลาสมา กอนดี (Toxoplasma gondii) หรือ ที กอนดี ที่พบมากในมูลแมว ผักที่ไม่ได้ล้าง หรือเนื้อที่ปรุงไม่สุก ซึ่งข้อสันนิษฐานดังกล่าวนี้ ทีมวิจัยได้มาจากรายงานสถิติการฆ่าตัวตายของผู้หญิงเดนมาร์กในปี 2009 ที่พบว่า มีผู้หญิงหลายคนอารมณ์รุนแรงและพยายามฆ่าตัวตาย หลังจากที่ติดเชื้อที กอนดี เข้าไปดังกล่าว
รายงานระบุว่า เชื้อปรสิตที กอนดี จะซ่อนตัวอยู่ในเซลล์ต่าง ๆ ภายในสมองและกล้ามเนื้อ และจะไม่แสดงอาการทางร่างกายใด ๆ ออกมา แต่จะก่อให้เกิดความผิดปกติทางจิต ทำให้ผู้ติดเชื้อมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และมีแนวโน้มว่าจะฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ไม่ติดเชื้อถึง 1.5 เท่า ทั้งจากการยิงตัวตาย การใช้ของมีคม และการกระโดดจากที่สูง
อย่างไรก็ดี แม้จะพบความเป็นไปได้ว่าผู้ติดเชื้อที กอนดี จะมีแนวโน้มฆ่าตัวตาย แต่ทีมนักวิจัยก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าเชื้อปรสิตดังกล่าวทำให้คนฆ่าตัวตายได้อย่างแท้จริง โดยด้านนายแพทย์ทีโอดอร์ โพสโตแลค หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ได้กล่าวว่า "เราไม่อาจจะบอกได้ว่าเชื้อปรสิตจากมูลแมวทำให้คนฆ่าตัวตายได้อย่างแน่นอน แต่เราแค่พบความเชื่อมโยงระหว่างการติดเชื้อและการฆ่าตัวตายเท่านั้น ยังไงก็ต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไปเพื่อหาคำตอบ"
ทั้งนี้ สำหรับเชื้อปรสิตที กอนดี สามารถแพร่เชื้อไปยังมนุษย์ได้ผ่านถาดมูลแมว การทานผักที่ไม่ได้ล้างหรือทานเนื้อดิบ หรืออาจติดเชื้อจากการไม่ล้างมีดทำครัวเมื่อนำไปหั่นเนื้อทำอาหาร และที่น่ากลัวไปกว่านั้น ก็คือถ้าหากคุณเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ลูกตัวน้อย แล้วภายในเซลล์ร่างกายมีเชื้อปรสิตที กอนดี ซ่อนตัวอยู่ล่ะก็ เชื้อปรสิตนี้สามารถถ่ายทอดไปยังลูกของคุณได้ด้วย






