
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ไทยรัฐ
จากกรณีที่ นางแอนโทเน็ต วอลเตอร์ ชาวฮอลแลนด์ เขียนหนังสือเปิดโปงการทารุณกรรมช้างไทยตีแผ่ไปทั่วโลก ถึงเรื่องการจับช้างเพศเมียล่ามโซ่ขึงพืดเพื่อให้ช้างตัวผู้ทำการข่มขืน จนมีช้างเพศเมียหลายเชือกพิกลพิการ ขณะเดียวกัน นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ออกมาชี้แจงถึงเรื่องที่ว่า น่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และภาพที่นางแอนโทเน็ตเห็น และนำไปเขียนวิจารณ์นั้น น่าจะเป็นช้างเลี้ยงที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทย และกรมปศุสัตว์ ที่อาจจะนำช้างมาเทียบกันมากกว่าจะนำมาผสมพันธุ์ ถามว่าจู่ ๆ จะจับมันไปผสมพันธ์ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะช้างตัวใหญ่มาก ที่สำคัญถ้าช้างตัวเมียไม่อารมณ์ หรือ ไม่ยอมผสมพันธุ์ ยากที่จะไปจับมัน
"วิธีการผสมพันธุ์ช้างของไทยคือ ปล่อยให้ช้างตัวผู้กับตัวเมียเข้าไปอยู่ในป่าด้วยกัน แล้วมันจะเข้าไปผสมพันธุ์กันในป่าลึก มันเห็นคนอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ มันจะวิ่งข้าใส่ แล้วจะไปจับมันผสมพันธุ์หรือข่มขืนได้อย่างไร ตนไม่แน่ใจว่าข้อมูลขอนักเรียนคนดังกล่าว เป็นการจินตนาการขึ้นมาเองหรือไม่ ประเทศไทยมีการรณรงค์เรื่องช้าง เรื่องของศักดิ์ศรีว่าเป็นสัตว์ประจำชาติ ถ้ามีการข่มขืนช้างตัวเมีย หรือมีการทารุณกรรมช้างจริงอย่างที่นักเขียนต่างชาติเขียนไป คนไทยหรือเอ็นจีโอที่ทำงานด้านช้าง จะไม่รู้เลยหรือ เชื่อว่า ข้อมูลที่เขียนไม่น่าเป็นไปได้โดยข้อเท็จจริง เพราะเป็นการฝืนใจหรือฝืนธรรมชาติของช้าง" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าว
อย่าง ไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นางแอนโทเน็ต วอลเตอร์ นักอนุรักษ์ช้างเจ้าของโครงการพาช้างกลับบ้าน และเป็นนักเขียนชาวฮอลแลนด์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า ไม่ได้เป็นการประจานประเทศไทยแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่อยากให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาอีก ตนเขียนหนังสือชีวิตของช้าง จะเห็นว่ามันเหมือนกับเป็นบันทึกส่วนตัวที่ตนได้ประสบมาในช่วงเวลา 5 ปี ที่ได้มาใช้ชีวิตสัมผัสกับช้าง ถือว่าช้างมีชีวิตที่สวยงามทุก ๆ ปางช้างที่ตนได้ไปได้เจอแต่สิ่งที่สวยงามของช้างในหลาย ๆ อย่าง แต่ในสิ่งที่สวยงามของช้าง ตนก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของช้างซึ่งได้นำเสนอออกมา ตนขอบอกว่าหนังสือที่ตนเขียนอยู่ไม่ได้ด่าไม่ได้ประจานประเทศไทย แต่ในหลายประเทศที่เขาได้สัมผัสมาก็ไม่ได้มีประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ประเทศอื่นที่นำช้างไปอยู่ในสวนสัตว์ก็ไม่ได้ดูแลช้างดีเหมือนกัน มีทั้งดูแลดี มีทั้งทารุณช้าง เช่นกัน แต่ตนเลือกจะมาอยู่เมืองไทย ก็เห็นทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีช้างโดนทารุณ จึงเกิดแรงบันดาลใจจนต้องเขียนบางอย่างออกมา ให้คนเห็นความสำคัญและแก้ไขปัญหาตรงนี้
นักเขียนและนักอนุรักษ์ช้างฯ กล่าวต่อว่า ในการออกมาเขียนหนังสือ "ชีวิตช้างทีต้องปลดปล่อย" และมีการนำภาพเช่นนี้ออกมา ก็หวังว่าในอนาคตก็คงไม่ได้เห็นภาพเช่นนี้อีก ช้างก็เหมือนคน คือต้องมีอารมณ์ก่อนที่ถึงทำกัน หากช้างมีอารมณ์โอกาสที่จะได้ลูกมาก แต่ก็ขอบอกว่าหากใช้คำว่าจับช้างข่มขืนช้างดูจะแรงไป แต่ก็จะขอพูดโดยอ้อม ว่าช่วยกันจับช้างตัวเมียและเอาตัวผู้เข้าไปถึงว่าไม่สมควร เมื่อนำภาพนี้ออกมาใครเห็นก็คงจะสะดุ้งตกใจ ว่ามันมีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ แต่มันเป็นเรื่องที่เสี่ยงจะต้องนำออกให้คนได้รู้กัน เพื่อจะได้มีการช่วยเหลือแก้ไขให้เป็นรูปธรรม ขอยืนยันว่าเป็นเจตนาที่ดีไม่ได้เป็นการประจานแต่อย่างใด แต่หวังว่าไม่มีภาพเช่นนี้เกิดขึ้นกับช้างอีก
ด้าน นางแสงเดือน ชัยเลิศ นักอนุรักษ์ช้างผู้ก่อตั้งศูนย์บริบาลช้าง กล่าวว่า ข่าวที่เสนอออกมาตนดูแล้วไม่ได้เป็นการประจานแต่อย่างใดแต่ ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับช้างว่าสิ่งที่เห็นในภาพมันเป็นเรื่องไม่ ถูกต้อง ควรจะมีวิธีการที่ดีกว่านี้กับช้าง โดยขณะนี้ก็ยังไม่วิธีการแบบนี้อยู่ ประเทศไทยมีช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องมีการตรวจสอบและแก้ไข คนไทยบอกว่ารักช้างจริงก็ควรจะต้องออกมาช่วยกัน การที่ทางนักเขียนสาวฮอลแลนด์ได้ออกมาเปิดเผยถือเป็นการออกมาปกป้อง คนไทยต่างหากที่บอกว่ารักช้างแต่กลับไม่ทำอะไรเลย ถึงเวลาแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเช่นนี้
"ในศูนย์บริบาลช้างขอตัวเองมีช้างเพศเมียประเภทนี้ ที่ได้รับบาดเจ็บมาอยู่ จำนวนหลายเชือกที่ดูแลอยู่ ช้างพวกนี้จะเกลียดกลัวช้างตัวผู้ไปเลย เพราะถูกข่มขืนมาหรือบังคับผสมพันธุ์ และในช่วงหลังจะเห็นแม่ช้างฆ่าลูกให้ เห็นบ่อยสาเหตุมาจากถูกข่มขืน โดยส่วนตัวขอบอกว่าในขณะนี้ ยังมีอยู่ในเรื่องนี้ชาวต่างประเทศคนนี้ที่เขียนออกมา ส่วนตัวรู้จักดีเขาเป็นคนที่รักช้างมาก เขาวิจัยเรื่องช้างมาตลอด และไปสัมผัสและเห็นทุกครั้งที่เกิดขึ้นดังนั้น ข้อมูลของเขาจึงเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้จริง ๆ " นักอนุรักษ์ช้าง ผู้ก่อตั้งศูนย์บริบาลช้าง กล่าว
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
![]()





